วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

Present Perfect Tense


โครงสร้าง: Subject + Verb to have + Verb ช่อง 3

หลักการใช้
1. การกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต ดำเนินเรื่อยมาจนปัจจุบัน เช่น
I have lived in Nakhorn Si Thammarat since 1986.(ฉันอาศัยอยู่ในนครศรีธรรมราชตั้งปี ค.ศ. 1986)
He have studied English for nine years. (เขาเรียนภาษาอังกฤษมาเป็นเวลา 9 ปี)

2. เหตุการณ์เพิ่งสิ้นสุดลง มีคำว่า just, already, yet เช่น
I have already finished my cooking. (ฉันเพิ่งทำอาหารของฉันเสร็จ)
She has not read that book yet. (หล่อนยังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนั้นเลย)

3. เหตุการณ์ที่เกิดในอดีต และสิ้นสุดแล้ว แต่ผลของเหตุการณ์ก็ยังมีมาจนปัจจุบันใน เช่น
My father have read them before.(พ่อของฉันเคยอ่านเรื่องนี้มาก่อน)
My mother has cooked her dinner.(แม่ของฉันทำอาหารมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว)

4. การกระทำซึ่งเริ่มต้น และสิ้นสุดในอดีต แต่อาจเกิดได้อีก มี Adverb of Frequency ด้วย เช่น
We have visited Los Angeles twice.(พวกเราไปเที่ยวลอสแองเจลลิสมา 2 ครั้ง)

หลักการใช้ Yet, Just, และ Already
Yet (ยัง) ใช้ในประโยคปฏิเสธเสมอ วางไว้ท้ายประโยค
Just (เพิ่งจะ) Already (เรียบร้อยแล้ว) ใช้ในประโยคบอกเล่า วางไว้หน้ากริยาหลัก

อย่าลืมนะว่า Present Perfect Tense จะต้องผันกริยาช่องที่ 3 ด้วยนะ

Present Continuous Tense


โครงสร้าง: Subject + is, am, are + Verb -ing + ( Object )

หลักการใช้

1. เมื่อการกระทำดำเนินอยู่ในปัจจุบัน (ขณะพูด) และต่อเนื่องมาถึงบัดนั้น และจบในอนาคต เช่น
My brother is listening to the radio.(พี่ชายของฉันกำลังฟังวิทยุ)
What is she doing? (หล่อนกำลังทำอะไรเหรอ?)

2. การกระทำที่เกิดขึ้น ต้องเกิดขึ้นขณะนั้นจริง เช่น
More and more students are using Internet. (นักเรียนหลายคนเริ่มเล่นอินเทอร์เน็ตมากขึ้นทุกที)
Accidents are happening more and more frequently. (อุบัติเหตุเกิดขึ้นมากและบ่อยขึ้น)

3. แสดงเหตุการณ์ในอนาคต เกิดขึ้นแน่นอน เช่น
We are planning to go to the waterfall next week. (พวกเราวางแผนจะไปเที่ยวน้ำตกสัปดาห์หน้า)
He is going abroad next Wednesday. (เขาจะไปต่างประเทศวันพุธหน้า)

4. ถ้าประโยคเชื่อมด้วย and ( 2 ประโยค) ให้ตัด Verb to be ที่อยู่หลัง and ออก เช่น
My mother is cooking and watching television. (คุณแม่ของฉันกำลังทำอาหารและดูโทรทัศน)์

*กริยาที่นำมาใช้ใน Tense นี้ไม่ได้!!!*

1. กริยาที่เกี่ยวกับประสาทสัมผัสทั้งห้า เช่น
We see the beautiful mountain.(พวกเราดูภูเขาอันงดงาม) ไม่ใช้ We are seeing the beautiful mountain.

2. กริยาที่แสดงถึงภาวะของจิต, แสดงความรู้สึก, ความผูกพัน ไม่นิยมนำมาใช้ เช่น
I know her very well (ฉันรู้จักหล่อนดี) อย่าใช้ : I am knowing her very well.
She believes that taxes are too high.(หล่อนเชื่อว่าภาษีแพงเกินไป) อย่าใช้ : She is believing that taxes are too high.

หลักการเติม -ing
1). กริยาที่ลงท้ายด้วย E ให้ตัด E ทิ้ง แล้วเติม -ing
2). กริยาที่ลงท้ายด้วย EE ให้เติม -ing ได้เลย
3). กริยาที่ลงท้ายด้วย IE ให้เปลี่ยนเป็น Y ก่อน แล้วเติม -ing
4). กริยาที่มีสระตัวเดียว ตัวสะกดตัวเดียว พยางค์เดียว เพิ่มตัวสะกดอีกตัวหนึ่ง แล้วเติม -ing
5). กริยาที่มี 2 พยางค์ออกเสียงหนักที่พยางค์หลัง มีสระและตัวสะกดตัวเดียว เพิ่มตัวสะกด แล้วเติม -ing
6). กริยา 2 พยางค์ต่อไปนี้ เพิ่มตัวสะกดเข้ามาแล้วเติม -ing หรือไม่ก็ได้

Present Continuous Tense ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังกระทำหรือกำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน ขณะพูด ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงขณะนั้น หรืออาจจะใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแน่นอนในอนาคต

วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

Present Simple Tense


โครงสร้าง : Subject + Verb 1 + (Object)
หลักการใช้

1. ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นจริงเสมอ หรือเหตุการณ์ที่เป็นไปตามธรรมชาติ เช่น
The sun rises in the east. (พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก)
The dog has four legs. (สุนัขมีสี่ขา)

2. ใช้แสดงถึงการกระทำที่เป็นปรกตินิสัย หรือการกระทำนั้นเกิดขึ้นเป็นประจำ มี Adverb of Frequency แสดง
I have my lunch everyday. (ฉันรับประทานอาหารเที่ยงทุกวัน)
They wear thick clothes in winter. (พวกเขาสวมเสื้อหนาๆ ในฤดูหนาว)
We go to temple every Saturday. (พวกเราไปวัดทุกๆ วันเสาร์)

3. ใช้แสดงถึงการกระทำที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หรือสภาพที่เป็นปัจจุบัน เช่น
He understands what you say. (เขาเข้าใจที่คุณพูด)
I have two pens in the suitcase. (ฉันมีปากกา 2 เล่มอยู่ในกระเป๋า)

4. ใช้แสดงถึงการกระทำในอนาคต ซึ่งตัดสินใจแน่นอนแล้วว่าจะปฏิบัติ
The next semester begins in one week. (อีก 1 อาทิตย์จึงจะเปิดเทอมหน้า)
He sets sail on Sunday for Samui. (เขาจะออกเรือไปเกาะสมุยในวันอาทิตย์)
*****ถ้าประธานเป็นเอกพจน์บุรุษที่ 3 กริยาต้องเติม S เสมอ*****

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

การพบกันอีกครั้ง (Meeting again)


ในกรณีที่คนที่เรารู้จักและสนิทสนมมากๆ ต้องจากเราไปนานๆ หลายวัน เช่น ไปต่างประเทศ หรือไปทำธุระที่อื่นนานๆ เมื่อเราพบเขาอีกครั้งหนึ่งเราก็จะทักทายเขาว่า " Hello" หรือ " Good morning/afternoon/evening" แล้วแต่โอกาสและความเหมาะสมแต่ประโยคที่ตามมาจะไม่ใช่ " How are you? " ซึ่งแปลว่า " คุณสบายดีหรือ " ประโยคที่ตามมาคือประโยคเหล่านี้
1.I'm glad to see you again. ผมดีใจที่ได้พบคุณอีก

2.Glad to see you again. ดีใจที่ได้พบคุณอีก

3.Glad to see you. ดีใจที่ได้พบคุณ

4.It's nice to see you again. ดีใจที่ได้พบคุณอีก

เมื่อเราทักทายเขาด้วยประโยคข้างบนนั้น อีกฝ่ายหนึ่งก็จะพูดตอบมาว่า

1.Glad to see you too. ดีใจที่ได้พบคุณเช่นกัน
2.Glad to see you. ดีใจที่พบคุณ

3.It's nice to see you again too. ดีใจที่ได้พบคุณอีกเช่นกัน

ประโยคอื่นๆ ก็มีอยู่บ้างแต่ไม่ค่อยนิยมใช้ คือ I haven't seen you for a long time. ผมไม่ได้พบคุณเสียนาน ส่วนประโยคที่นิยมใช้กันมากที่สุดก็เห็นจะได้แก่ประโยคเหล่านี้

1.I haven't seen you in years. ผมไม่ได้พบคุณเสียนาน (เป็นปี)

2.I haven't seen you in ages. ผมไม่ได้พบคุณเสียนาน
3.Where have you been keeping yourself? คุณหายไปไหนเสียนาน

4.I haven't seen much of you lately. พักนี้ผมไม่ค่อยเห็นคุณเลยครับ

ตัวอย่างบทสนทนา

A : Hello, Pancake. I'm glad to see you again.

B : Hello, John. How have you been?

A : Fine, thanks. And you?

B : Just fine. How is your clothes business?

A : Not so bad. I hope it'll be better next year.

B : Oh! I'm glad to hear that.

A : Well, I'm on my way to pick up my wife at her office. Good-bye.

B : Good bye. Nice to have seen you again.

การกล่าวทักทายเมื่อเจอกันอีกครั้ง หลังจากจากกันมานานเป็นสิ่งที่จำเป็น ควรจะเรียนรู้ถ้าหากเราพูดประโยคเหล่านี้ในการทักทายจะทำให้เพื่อนของเรารู้สึกดี และต้องการสนทนากับเราอย่างต่อเนื่อง การฝึกเขียนหรือฝึกพูดบ่อย ๆ จะทำสามารถพัฒนาการใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างรวดเร็ว

การพูดแทรก-ขออนุญาต


การพูดแทรก อย่างสุภาพ ควรพูดว่า Excuse me. เป็นการพูดแทรกเพื่อให้เขาหันมาสนใจ


การตอบอนุญาตพูดว่า Yes. / Yes, you may.


ถ้าไม่อนุญาต ก็พูดว่า No. / No, you may not.




การขออนุญาต ควรพูดว่า May I ____ ? (ตามด้วยคำกริยาที่เราต้องการ)


เช่น May I come in ? หรือ May I go out ?


การตอบอนุญาตพูดว่า Yes. / Yes, you may.


ถ้าไม่อนุญาต ก็พูดว่า No. / No, you may not.

พูดแทรกอย่างสุภาพและการขออนุญาตเป็นสิ่งที่และจำเป็นมาก เพราะสิ่งเหล่านี้จะบ่งบอกถึงวัฒนธรรมที่ดีงาม ที่ทุกคนควรกระทำให้เกิดเป็นนิสัย ถ้าทุกคนมีสองสิ่งนี้ทุกคนสามารถเข้าร่วมกับสังคมได้อย่างสบายและสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

การบอกเวลา (Time)

1. เวลา 9.00 น. (ไม่มีเศษนาที)
1) It's nine o'clock.

2) It's nine o'clock sharp.
3) It's cxactly nine.
2. เวลา 9.10 น. (มีเศษนาที)
1) It's nine ten.

2) It's ten minutes after nine.
3) It's ten minutes past nine.
3. เวลา 9.35 น. (มีเศษนาทีเกินครึ่งแล้ว)
1) It's nine thirty five.

2) It's twenty-five minutes to ten.
นอกจากนี้ยังมีคำที่ใช้เรียกช่วง 15 นาทีว่า quarter และช่วง 30 นาทีว่า half


ตัวอย่าง
1. ช่วง 15 นาที เช่น เวลา 9.15 นาฬิกา

1) It's nine fifteen.
2) It's a quarter past nine.
2. ช่วงที่เป็นครึ่ง หรือ 30 นาที เช่น เวลา 7.30 นาฬิกา

1) It's seven thirty.
2) It's half past seven.
3. ถ้าเป็นเวลาที่เลยครึ่งมาแล้วคือเกิน half จะต้องใช้ to (ถึง) เสมอ เช่น เวลา 7.45 นาฬิกา

1) It's a quarter to eight.
2) It's saven forty-five.
3) It's fifteen minutes to eight.

การใช้ A.M. และ P.M.
a.m. หรือ A.M. - ก่อนเที่ยง ย่อมาจากคำว่า " ante meridiem " p.m. หรือ P.M. - หลังเที่ยง ย่อมาจากคำว่า "post meridiem "
เหตุที่ต้องใช้ a.m. และ p.m. ก็เพราะเวลาในภาษาอังกฤษนั้นบางครั้งก็ไม่ทราบว่าเช้าหรือบ่ายไม่เหมือนภาษาไทย ที่เรียกว่า 1 ทุ่ม 2 ทุ่ม หรือบ่าย2 หรือไม่ก็ตี 2 ตี 3 เป็นต้น นอกเสียจากว่าในประโยคนั้น ๆ จะระบุว่า in the morning, in the afternoon, in the evening หรือ at night เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดล้วนบ่งบอกช่วงเวลาของวันอยู่แล้ว
ประโยคสำคัญเกี่ยวกับเวลา
1. เที่ยงตรง It's noon.

2. ใกล้ถึง 10.00 น.แล้ว It's close to ten o'clock.
3. นาฬิกาของเขาช้า He watches is slow.
4. นาฬิกาของเขาเร็ว He watches is fast.
5. นาฬิกาของผมหยุดเสียแล้ว He watches has stopped.
6. คุณจะสละเวลาสัก 3 นาทีได้ไหม Can you spare three minutes?

ตัวอย่างบทสนทนา
A : Excuse me. What time is it now?
B : It's just five o'clock.
A : Isn't your watch a little too fast?
B : I don't think so, because I've just set it this morning.
A : Is that so? Thank you very much.

การเรียนรู้เกี่ยวกับเวลาเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะจะต้องในชีวิตประจำวัน ถ้าหากไม่รู้เวลาอาจจะทำให้เราทำงานผิดพลาด และอาจจะผิดนัดกับบุคคลอื่นได้

ประโยคคำถาม (Question)


ประโยคคำถามในภาษาอังกฤษมี 2 แบบ ได้แก่

1. การตั้งคำถามเพื่อให้ได้คำตอบว่า ใช่หรือไม่ (yes/no question)

2.การตั้งคำถามเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เจาะจงว่าใคร(who), อะไร(what), เมื่อไหร่(when), ที่ไหน(where), ทำไม(why) และ อย่างไร (how)

โดยคำถามประเภทนี้มักขึ้นตั้นคำบอกคำถามด้วย wh- เราจึงเรียกว่าคำถามประเภทนี้ว่า Wh- question อย่างไรก็ตามการทำกริยาให้เป็นรูป Present Simple Tense ของคำถามทั้งสองแบบมีลักษณะค่อนข้างคล้ายกัน คือใช้กริยาช่วย do มาวางไว้ข้างหน้าประธาน แต่จะเป็น do หรือ does ขึ้นอยู่กับประธาน ถ้าเป็นประธานเอกพจน์บุรุษที่สาม he she it ให้ใช้ does ถ้าประธานเป็น I you we they ให้ใช้ดู

การสร้างประโยคคำถามเพื่อคำตอบว่า ใช่หรือไม่ใช่ (Yes/No question)

ตัวอย่าง Do you sing?
Does he sing?
Does she sing?
Does it sing?
Do we sing?
Do they sing?

ตัวอย่างคำตอบ Do you sing ? ถ้าตอบว่าใช่ Yes, I do. ถ้าตอบว่าไม่ No,I don't.

การสร้างประโยคคำถามเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เจาะจง (Wh-question)ประโยคคำถาม

ตัวอย่าง Why do you fight?
Where does he live?

สรุป ถ้าเราใช้คำถามไม่แน่นอนลงไป ผู้ตอบก็จะตอบแค่ ใช่หรือไม่ใช่ แต่ถ้าเราใส่คำบอกคำถาม เช่น ใคร(who), อะไร(what), เมื่อไหร่(when), ที่ไหน(where), ทำไม(why) และ อย่างไร (how) ไว้แล้ว ผู้ตอบจะต้องตอบให้ตรงกับคำบอกคำถาม ดังนั้นความแตกต่างเรื่องการสร้างประโยคคำถามทั้งสองแบบนี้อยู่ที่ แบบหนึ่งไม่มีคำบอกคำถาม ในขณะที่อีกแบบหนึ่งมีคำบอกคำถาม